Andrea Pirlo – I think therefore I play

เนื่องจากเป็นคนชอบดูกีฬา ที่บ้านเลยมีหนังสือที่เกี่ยวกับนักกีฬาอยู่หลายเล่ม โดยถ้าจะดูเฉพาะที่เป็นนักฟุตบอล ก็จะมีเรื่องของ Dennis Bergkamp , Zlatan Ibrahimovic และ Andrea Pirlo สองเล่มแรกน่ะยังอ่านไม่จบหรอกครับ แต่เล่มสุดท้ายที่มาทีหลังสุดเนี่ย บางกว่าสองเล่มแรก ความสนุกของเนื้อหาถือว่าพอๆกัน แต่ตัวเองจะรู้สึกอินมากกว่า เพราะเป็นแฟนบอล Calcio Series A มาตั้งแต่ยุคปลายๆ ’90s ฉนั้นเรื่องราวในหนังสือของ Andrea Pirlo เลยทำให้รู้สึกว่าคุ้นเคย และเข้าใจตามไปด้วยได้

จะว่าไปแล้ว เนื้อหาในหนังสือ Andrea Pirlo – I think therefore I play ก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้น อ่านไปก็มีหลายส่วนที่เบื่อ และบางเรื่องก็ดูจะเป็นการเขียนแบบรักษามารยาท ส่วนความสนุกของเนื้อหาก็มีมากอยู่ การได้รู้ถึงขั้นตอนการเจรจาต่อสัญญา และย้ายสโมสร ความสัมพันธ์ส่วนตัวของนักฟุตบอลที่เรารู้จัก มุมมองต่อเกมส์ มุมมองเรื่องอนาคตของนักฟุตบอล และอีกหลายๆเรื่อง

เมื่อตอนที่ได้เริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้สักพัก ความรู้สึกเริ่มจะคล้ายกับตอนที่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ 2-3 เล่มก่อนหน้านี้ คือปกติผมเองเป็นคนอ่านหนังสือภาษาอังกฤษไปได้ช้า ถึงช้ามาก และมักจะมีเรื่องอื่นๆมาดึงความสนใจทำให้ไม่ได้มีเวลาให้กับการอ่านหนังสืออย่างที่อยากจะทำ หนังสือ 2-3 เล่มก่อนหน้านี้ เลยถูกทิ้งไว้กลางทาง ถึงจะสนุก น่าสนใจ แต่ก็อ่านไม่จบ หนังสือของ Andrea Pirlo เล่มนี้ก็มีชะตาคล้ายกัน คือหลังจากอ่านไปได้ประมาณครึ่งเล่ม ก็ถูกทิ้งไว้กลางทางเหมือนกัน

ผ่านไปหลายเดือน แล้วอยู่ๆก็คิดขึ้นมาได้ว่า เราควรจะอ่านหนังสือให้จบเป็นเล่มๆไป ทำอะไรให้เสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน เล่มที่อ่านค้างอยู่มันอาจจะน่าเบื่อ แต่มาได้ครึ่งทางแล้ว ก็น่าจะลุยกันต่อ เหตุผลนึงก็เพื่อจะข้ามข้อจำกัดของตัวเอง ที่เรามักจะอ่านหนังสือไม่จบเล่ม โดยเฉพาะหนังสือภาษาอังกฤษ ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น ก็ต้องพยายามอ่าน และใช้ชีวิตกับภาษาอังกฤษให้มากขึ้น แล้วก็ตัดสินใจว่าควรหยิบหนังสือ Andrea Pirlo ขึ้นมาอ่านต่อให้จบ ซึ่งพอตั้งใจเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เวลาที่ใช้อ่านหนังสือส่วนใหญ่คือเวลาที่อยู่บนรถไฟฟ้าตอนไปและกลับจากที่ทำงาน ถึงจะอ่านได้ช้า แต่ก็เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ เทียบแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์กว่าการยืนไถมือถือดู timeline Facebook / Twitter สุดท้ายก็เข็นตัวเองให้อ่านเล่มนี้จนจบได้ ดีใจเหมือนกันนะที่ทำได้ 🙂

ถ้าใครชอบ Andrea Pirlo ก็หาซื้อมาอ่านได้ครับ เล่มเล็กๆ อ่านง่าย คนที่สนใจฟุตบอลอิตาลีและรู้จักหลายๆอย่างใน Series A อยู่แล้ว ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก แต่เนื่องจากผมไม่ได้จะเขียน post นี้มาเพื่อ review หนังสือ ก็ไปหามาอ่านกันเองครับ ชอบไม่ชอบก็มาเล่าให้ฟังกันก็ได้ ผมแค่จะเขียน post นี้เพื่อบันทึกบอกตัวเองเอาไว้ว่า เราอ่านหนังสือภาษาอังกฤษจบอีกเล่มแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มอ่านหนังสือเล่มต่อไปมาได้สักพัก สิ่งที่รู้สึกได้คือ พอเริ่มอ่านภาษาอังกฤษต่อเนื่องมากขึ้น จากเดิมที่เราเป็นคนอ่านไปได้ช้ามาก ก็เริ่มอ่านได้เร็วขึ้นทีละนิด ทำความเข้าใจได้เร็วขึ้นทีละหน่อย จากที่เมื่อก่อนถึงจะอ่านภาษาอังกฤษเยอะ แต่ก็จะเน้นไปทางบทความทางด้าน audio technology ที่เราถนัดและสนใจอยู่แล้ว มาตอนนี้ เมื่อความสนใจเรื่องต่างๆมันกว้างออกไป การได้กลับมาใช้เวลากับการอ่านนี่มันให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ

ปล. สิ่งที่คิดและตั้งใจทันทีที่อ่านเล่มนี้จบก็คือ หนังสือที่เกี่ยวกับนักกีฬาเล่มต่อไปที่จะอ่าน จะต้องเป็นเรื่องราวของผู้เล่นที่เน้นเกมส์รับ เพราะหลังจากที่อ่านหนังสือของผู้เล่นเกมส์รุกมาหลายเล่ม ผมที่เล่นฟุตบอลเป็นกองหลังมาตลอด รู้สึกว่าวิธีคิดของคนสนุกกับเกมส์รับนั้น มีความรู้สึกต่อเกมส์ต่างออกไป นี่ถ้า Fabio Cannavaro มีหนังสือดีๆออกมาสักเล่ม ก็ว่าจะเหมาสักโหล -_-

เพลงที่อยากฟัง ดันไม่อยู่บน streaming services

เท่าที่มองๆดู music streaming service ที่ให้บริการในไทยอยู่ตอนนี้ นับๆดูก็มองเห็นอยู่ 4 เจ้า

  • Apple Music : คลังเพลงเยอะ เคยใช้มาสักพักใหญ่ๆ แต่ตอนนี้หยุดใช้ไปละ
  • Spotify : ได้ยินมานาน แต่เพิ่งจะเข้ามาในไทยอย่างเป็นทางการ ย้ายจาก Apple Music มาใช้งานตัวนี้แหละ
  • Joox : ไม่รู้ ไม่เคยใช้
  • Tidal : ใช้ต่อเนื่องมาสักพักใหญ่ๆแล้ว เพราะเป็น service เดียวที่ streamer เพลงในแบบคุณภาพสูง ซู๊งสูง

ณ ตอนนี้ก็ยังจ่ายเงินใช้งาน Tidal กับ Spotify อยู่ สำหรับ Tidal นั้น มีทั้งส่วนที่ชอบและส่วนที่ไม่ชอบ แต่ความเด่นสุดยังเป็นเรื่องคุณภาพเสียง ที่ผมก็ยอมจ่ายก็เพราะเรื่องนี้เป็นหลักเลย ส่วนของ Spotify นั้น ถ้ามองคร่าวๆ ก็คล้ายกับ Apple Music คือมีคลังเพลงเยอะมาก มีเพลงไทยอยู่ด้วย เหตุผลนึงที่จ่ายเงินใช้งานอยู่ก็เพราะอยากลองด้วยน่ะแหละ

หลังจากที่ได้ใช้งาน music streaming service มาสักพักใหญ่ๆ ตอนนี้วิธีการฟังเพลงก็ถูกดึงเข้าอยู่ในวังวนนี้แล้ว คือทุกวันนี้ฟังเพลงด้วยอุปกรณ์ 2 อย่าง อย่างแรกคือ laptop computer ที่ใช้ทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน นั่งทำงานก็เปิดใส่หูฟัง ที่บ้านก็ต่อออกลำโพง อุปกรณ์อีกชิ้นก็คือโทรศัพท์มือถือ ที่จะเปิดฟังเพลงในระหว่างเดินทาง เรียกกว่าเป็นชีวิตที่เชื่อมต่อ internet ตลอดเวลาอยู่แล้ว การใช้ streaming service ก็เลยไหลลื่น

พอผ่านพ้นจากช่วงแรกของการใช้งาน ที่ตื่นเต้นกับขนาดของคลังเพลงที่ใหญ่มาก มีเพลงให้เลือกฟังเต็มไปหมด จ่ายเงินถูกกว่าซื้อ CD แผ่นเดียว แต่มีเพลงให้เลือกฟังเยอะมากตลอดเดือน ผมก็เข้าสู่ช่วงของการค้นหาเพลงที่น่าสนใจมาลองฟัง แล้วก็รู้สึกเหมือนมีหลายๆอย่างที่หายไป ไม่อยู่ในคลังเพลงขนาดใหญ่มหึมานี้

ความรู้สึกมันเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อคืนนี้ ตอนที่รู้สึกอยากหาเพลงมาฟัง หลายๆคนน่าจะคล้ายกัน คือจะมีเพลง หรืออัลบั้มที่ชอบหยิบมาฟังเวลามีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เวลารู้สึกเศร้าสุดๆชอบหยิบอัลบั้มนี้มาฟัง ส่วนเวลารู้สึกสับสนมากๆจะอยากหยิบอีกอัลบั้มนึงมาฟัง เมื่อคืนผมเลยลองนึกถึงอัลบั้มเพลงไทยที่เมื่อก่อนชอบหยิบเทป / CD / MP3 ขึ้นมาฟังอยู่บ่อยมากๆ

  • Rik : ปฐม
  • Soul after six : Soul after six
  • Pause : Push (me) again
  • มาโนช พุตตาล : ในทรรศนะของข้าพเจ้า
  • อัธพนธ์ มกรานนท์ – แด่ออโต้บาห์น
  • เบิร์ด กะ ฮาร์ท : บันทึก Green Concert ม้วน 2 (ที่มีคุณมัม ลาโคนิค เป็นแขกรับเชิญ)
  • พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา : Shambala
  • วิทูร ศิลาอ่อน : นรัก

อัลบั้มทั้งหมดที่เขียนไว้ข้างบน ผมมีเทปคาสเซททุกอัลบั้ม ซึ่งผมจะมาย้ำความแก่ทำไมนะ -_- ถ้าดูบน Spotify จะเห็นว่ามีให้ฟังอยู่แค่ 2 อัลบั้ม คือ ในทรรศนะของข้าพเจ้า และ Shambala ถึงจะเข้าใจได้ว่า อัลบั้มเพลงที่มีอายุขนาดเกิน 15ปีขึ้นไปแบบอัลบั้มที่ว่ามา การจัดการเรื่องลิขสิทธิ์อาจจะมีความไม่ชัดเจน รวมถึงอาจจะเป็นความตั้งใจของเจ้าของเพลงเองด้วยที่ไม่อยากเอามาลงใน streaming service

แต่พอนั่งนึกต่อไปว่า แล้วเราอยากจะฟังเพลงอะไรอีก เพลงกลุ่มที่นึกถึงขึ้นมาทันที คือกลุ่ม jazz จากฝั่งญี่ปุ่น ที่เมื่อก่อนจะชอบฟังมาก เช่น T-Square ในช่วงยุค 90’s ถึง 2000’s และอีกหลายๆวง หลายๆอัลบั้ม แต่พอเริ่ม search หาบน Spotify ก็จะเห็นว่าแทบไม่มีให้เลือกฟังเลย ส่วน Tidal นี่ไม่ต้องพูดถึง ถ้า Spotify ยังไม่มี Tidal นี่ลุ้นยากกว่าอีก

ตรงนี้ยังไม่อยากโยงไปถึงเรื่องของ AI บนตัว music player ที่ผมยังไม่ค่อยอินเท่าไหร่นัก เพราะถึง AI จะช่วยแนะนำเพลงที่ใกล้เคียงกับที่เราฟังได้ แต่เนื่องจากนี่เป็นธุรกิจ music streaming ฉนั้น สิ่งที่ AI แนะนำก็จะอยู่ในขอบเขตของคลังเพลงที่ service นั้นๆมีให้ มันเป็นคนละเรื่องกับการที่เราเพลงที่เรารู้จักอยู่แล้วและพยายามจะหาฟัง คำถามที่มีอยู่ในหัวตอนนี้ก็คือ เพลงเก่าๆ หรือเพลงที่อยู่นอกขอบเขตของ music streaming service เราจะมีช่องทางหามาฟังได้อย่างไรบ้าง ในยุคที่ streaming service เป็นความสะดวกสบายของการฟังเพลง หรือจริงๆแล้วการเลือกหาเพลงมาฟัง ไม่ควรจะง่ายจนเกินไปแบบนี้ เรายังโหยหาความรู้สึกของการรื้อหาเทปที่มัดเป็นตั้งๆในร้าน J.U. / โดเรมี หรือการไล่เขี่ยแผ่น CD ที่วางเป็นกำแพงยาวๆในร้าน Tower Records รวมถึงความรู้สึกดีใจแทบบ้าตอนเจอเทปเพลงอัลบั้มที่อยากฟังและหายาก ถูกหมกอยู่ในร้านเทปมือสอง

ถ้าจะมีเพื่อนๆหรือใครๆผ่านเข้ามาได้อ่าน ก็อยากถาม อยากแลกเปลี่ยนเหมือนกันว่า มีความรู้สึกแนวๆนี้กันบ้างไหม แล้วทำอย่างไรกัน วันนี้ผมเอา harddisk ลูกเก่าที่เก็บเพลง mp3 เอาไว้ออกมาไล่ดู folder MP3 ที่คิดว่าอาจจะไม่ได้เปิดขึ้นมาอีกแล้วในยุคที่ Apple Music / Spotify ครองโลก แต่กลับได้เห็นว่า เพลงส่วนใหญ่ที่เราเลือกที่จะเก็บไว้ มันหาฟังได้น้อยมากบน music streaming service และพอมองดูในเครื่อง computer ที่กำลังใช้อยู่ตอนนี้ ก็มีแค่ iTunes ที่เป็น music player ในเครื่อง ส่วนตัวแล้วไม่ชอบ iTunes เท่าไหร่ มันทำอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด เราแค่ต้องการ music player เฉยๆ มีใครช่วยแนะนำ music player ดีๆบน Mac ได้ด้วยก็จะขอบคุณมากครับ

Apple Logic ProX on ACER computer ?

Two weeks ago, I noticed this ad banner in Bangkok subway (MRT). It’s from ACER. The ad is showing a good-looking UI of music-making software running on ACER laptop computer. This UI looked familiar but I was not sure what this software is, because I’m not a Logic user. It’s showing an arpeggiator plugin on it, so I googled to find out what the software is, and it’s Apple Logic ProX.

I believe Apple Logic ProX only support MacOS, and I also believe ACER computers don’t run MacOS. I’d say I think ACER is fooling people with this ad. It’s also showing the name “Fred Falke” at the corner of the ad, not sure if he knows what ACER is doing with his name.

I’m back to blog again

I started blogging more than 10 years ago. Back then I wrote what I was up to, mainly on audio technology. I don’t remember why I stopped. It’s been a while. In the last few weeks, I missed writing, telling stories and communicate with people those who share the same interests.

Me, these days, still loving audio tech but it’s not the only thing I’m up to. I’m also interested in many more things ; lifehack , business , cultures , traveling , food , etc. So I think I should create my own little space to write what I like.